
คุยกับ จิตรา คชเดช ประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์
ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ นอกจากจะมีการเดินขบวน เพื่อเสนอข้อเรียกร้อง และเฉลิมฉลองเนื่องในวันแรงงานสากลแล้ว ยังมีงานอีกหนึ่งงานที่จะเกิดขึ้นในวันนั้น คือการจัดประชุมเพื่อพูดคุยขององค์กรแรงงาน และพันธมิตร ในประเด็นเกี่ยวกับการคัดค้านรัฐธรรมนูญฉบับทหาร ปี 2550 โดยเรียกการรวมตัวนี้ว่า ?สมัชชาผู้ใช้แรงงาน 1 พฤษภาคม 2550?
นับว่าเป็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจ เนื่องจากประเด็นคัดค้านรัฐประหารถือเป็นประเด็นทางการเมืองที่ข้ามพ้นในเรื่องของการรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์เฉพาะหน้า ซึ่งเมื่อ หลังการทำรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายนที่ผ่านมา ในขบวนการแรงงานหลายส่วนก็ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการทำรัฐประหารมาตั้งแต่เริ่มแรก แต่ไม่ได้มีการรวมตัวที่เข้มแข็ง ประกอบกับองค์กรเคลื่อนไหวบางส่วนก็หันไปรณรงค์เพื่อสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลเถื่อน
ถามทางฉบับนี้จึงพาท่านไปพูดคุยกับ จิตรา คชเดช ประธานสหภาพแรงงานไทรอัม หนึ่งในสมาชิกของสหพันธ์สิ่งทอฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมัชาแรงงานครั้งนี้ด้วย เกี่ยวกับการคัดค้านรัฐประหารของขบวนการแรงงาน
เลี้ยวซ้าย : สมัชชาแรงงานคืออะไร?
จิตรา : ในช่วงที่มีการทำรัฐประหารที่ผ่านมา ในส่วนของแรงงานไม่ค่อยมีกระแสต้านที่แรงมากเท่าไหร่ ก็จะมีกลุ่มของแรงงานเป็นองค์กร เป็นกลุ่มย่อยๆไปที่ออกมาคัดค้าน ไม่ได้มีการรวมตัวเป็นองค์กรใหญ่ที่ชัดเจนอะไร แถมในบางส่วนก็เข้าไปร่วมกับพวกเผด็จการรัฐประหารอีก อย่างของสมานฉันท์แรงงานไทย ก็ร่วมมือโดยการร่างรัฐธรรมนูญ เข้าร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งชัดเจนว่าสนับสนุนการทำรัฐประหาร ขั้วที่คัดค้านการรํฐประหารก็เลยเหมือนว่าน้อยและไม่ค่อยมีพลังเท่าไหร่ ก็เลยคิดว่าน่าจะมีการรวมตัวกันขึ้นมาเพื่อเป็นองค์กรที่เน้นการขับเคลื่อนในเรื่องของประเด็นการเมืองขึ้นมา ซึ่งในตอนแรกก็คิดว่าน่าจะเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านรัฐประหาร แต่พอได้มีการพูดคุยกันแล้ว คิดว่าไม่น่าจะหยุดแค่นี้ น่าจะเน้นการฟื้นฟูความคิดในเรื่องการเมืองให้กับคนงานน่าจะเป็นวัตถุประสงค์ระยะยาวมากกว่า
เลี้ยวซ้าย : สถานการณ์การเคลื่อนไหวของผู้ใช้แรงงานในประเด็นเรื่องการเมืองที่ผ่านมา เป็นอย่างไรบ้าง
จิตรา : ที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวในกลุ่มของผู้ใช้แรงงานในเรื่องของขบวนการใหญ่ก็ไม่ค่อยมี แทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ อันนี้ยกเว้นช่วงงานที่เป็นเรื่องการเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัตินะที่ยังมีอยู่ อย่างพวกงานวันสตรีสากล วันแรงงาน อันนี้ก็เคลื่อนไหวกันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว นอกจากนี้ที่เป็นภาพใหญ่เลยก็ไม่มีแล้ว ยิ่งช่วงที่มีการตั้งเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนี่ยิ่งไม่มีเลยก็ว่าได้ เพราะเกิดปัญหาขึ้นในสหภาพแรงงานที่แบ่งแยกกันเหมือนประชาชนทั่วไป คือฝ่ายที่เข้าร่วมกับพันธมิตรฯ และ ฝ่ายที่ไม่อยากเข้าร่วมกับพันธมิตรฯ ก็แทบไม่มีการรวมตัวเพื่อเรียกร้องอะไรกับรัฐแบบใหญ่ๆเลยในช่วงนั้น
เลี้ยวซ้าย : ในขณะที่มีการพูดกันว่าเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าการต่อสู้ภาคประชาชนมีกระแสที่สูงขึ้น แต่มันไม่มีประโยชน์ต่อขบวนการแรงงาน
จิตรา : โดยส่วนตัวพี่มองว่าอย่างนั้นนะ อย่างตอนหลังที่มีการตั้งเวทีเกิดขึ้นแล้ว ภาพของงานวันสตรีสากล ก็เกิดการแยกขบวนออกไปเป็นสองพวก คือส่วนหนึ่งก็ยื่นข้อเรียกร้องเรื่องแรงงานต่อรัฐบาลในช่วงนั้น แต่อีกขบวนที่นำโดยสมานฉันท์แรงงานไทย ก็ไปขับไล่รัฐบาล นี่เป็นความขัดแย้งที่เห็นชัดเจน ก็คงไม่เป็นไรหรอกเนื่องจากความแตกต่างทางความคิดก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่ก่อนหน้านี้เราก็ร่วมงานกันได้
แล้วพอเรามาดูที่เรื่องที่เขาเอามาพูดกันบนเวทีพันธมิตรฯบ้าง เรื่องที่เป็นประเด็นหลัก ประเด็นสำคัญที่มีการโจมตีทักษิณ ไม่มีการพูดถึงปัญหาของคนจน คนงาน คนชั้นล่างเลย เขาชูประเด็นอะไรเป็นหลัก มันเป็นเรื่องของพวกชนชั้นบน ชนชั้นปกครองทั้งนั้น โจมตีว่าทักษิณอยู่ พวกนายทุนเดือดร้อนยังไง ต้องเอาทักษิณออกยังไง ทักษิณหมิ่นเจ้า การชูเรื่องมาตรา 7 ฯลฯ เป็นเรื่องของชนชั้นสูงทั้งนั้น ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือการโจมตีนโยบายประชานิยม ที่ต้องยอมรับว่านี่ก็เป็นผลประโยชน์ของคนจนที่เขาจับต้องได้ เขาชื่นชอบ เป็นการโจมตีแบบไม่มีอะไรมาเสนอว่า คนจนจะได้มากกว่านี้ได้ยังไง ประเด็นพวกนี้จะดึงให้คนงานที่เป็นคนชั้นล่างและส่วนใหญ่ที่เลือกทักษิณ ตื่นตัวมาลุกขึ้นสู้ได้ยังไงก็มันไม่เห็นเลยว่าผลประโยชน์ของเขาอยู่ตรงไหน แถมที่แย่ยิ่งกว่านั้น คือพอมีรัฐประหาร พวกนี้ก็เข้าร่วมกับรัฐประหารหน้าตาเฉย ทั้งๆที่เมื่อก่อนก็เรียกตัวเองว่าเป็นพวกต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เป็นนักประชาธิปไตย ในส่วนของขบวนการแรงงาน อย่างสมานฉันท์แรงงานไทยนี่ก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด พี่ถึงกล้าพูดว่าการมีเวทีพันธมิตรไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรเลยกับการเคลื่อนไหวของสายผู้ใช้แรงงาน
เลี้ยวซ้าย : ตั้งแต่มีการรัฐประหารขึ้นมา การเคลื่อนไหวของขบวนการแรงงานเป็นอย่างไรบ้าง
จิตรา : มันก็ทำให้เราได้เห็นธาตุแท้ของผู้นำแรงงานหลายคนนะ ว่าเขามีจุดยืนต่อการเคลื่อนไหวยังไง ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือส่วนรวม จะเห็นได้ว่ามีการวิ่งเข้าไปเรียกร้องต่อรัฐมากขึ้นมาก โดยเฉพาะสายสภาแรงงานหลายสาย ในเรื่องของการเสนอร่างกฎหมาย ให้ออกกฎหมายโน้น กฎหมายนี้ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อคนงาน แต่มันยิ่งไปทำให้เขาได้ความชอบธรรมในการรัฐประหารมากขึ้น ถ้ามองแบบไม่คิดอะไรมันก็เหมือนว่าจะเป็นเรื่องดี แต่ถ้าคิดลึกๆแล้วมันเหมือนเป็นการรู้กัน ระหว่างรัฐ กับ ผู้นำแรงงาน บางสภาฯก็ยื่นข้อเสนอต่อสภาร่างรัฐธรรมนูญว่าให้บรรจุเรื่องป้องกันการจ้างแรงงานแบบเหมาช่วง ถ้าบรรจุเรื่องนี้ก็จะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เอาแค่มีที่เราต้องการก็จะรับรองรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว คุณมองแค่นี้ก็ยากที่จะยกระดับการต่อสู้ให้มวลชนได้
เลี้ยวซ้าย : การต้าน คมช.มีข้อกังวลว่าจะถูกคนรักทักษิณช่วงชิงเหมือนที่เวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถูกฝ่ายขวาช่วงชิงไปรึเปล่า
จิตรา : ก็มีข้อกล่าวหาที่เรามักได้ยินกันอยู่บ่อยๆแล้ว ว่าพวกต้าน คมช. เป็นพวกรับจ้าง พวกถูกต่อท่อน้ำเลี้ยง พวกเราก็มีการพูดคุยกันอยู่ว่าจะมีท่าทีอย่างไรต่อมวลชนที่เป็นฝ่ายทักษิณ เราก็กำหนดจุดร่วมได้ว่าภาพบนเวทีต้องไม่เป็นการเชียร์ทักษิณ การเมืองของเราต้องชัดเจน ว่านี่ไม่ใช่เรื่องของความขัดแย้งในตัวบุคคลเพื่อยกระดับทางความคิดของมวลชน ไม่ใช่เป็นอย่างเวทีพันธมิตรฯ ที่มองแค่ขับไล่ตัวบุคคลแค่นั้น แล้วก็เห็นได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มีอะไรดีขึ้นทั้งที่ทักษิณไม่อยู่แล้ว ถ้าไม่เป็นไปอย่างที่เราวางไว้เราก็พร้อมจะถอย ซึ่งเรื่องนี้จริงๆแล้วไม่ต้องพูดเชียร์ทักษิณหรอกมันมีคนเชียร์อยู่แล้ว ไม่ใช่น้อยด้วย ไม่ใช่ว่าเราไม่เชียร์แล้วคนที่ชอบทักษิณจะน้อยลง แล้วเราร่วมงานกับคนพวกนี้ได้ไม่ยาก เพราะพวกเขาไม่ชอบการรัฐประหาร แล้วเรื่องที่เป็นการกล่าวหาว่าปูทางให้ทักษิณกลับ พี่คิดว่านี่เป็นเรื่องที่ต้องให้ประชาชนคนส่วนใหญ่เขาเป็นคนตัดสิน เพราะประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของปวงชน ต้องมีการเลือกตั้งเพื่อรับรู้เสียงของประชาชน ถึงตอนนั้นใครจะกลับไม่กลับ ก็เป็นเรื่องของประชาชน
เลี้ยวซ้าย : แล้วในส่วนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะมีการทำงานกับคนส่วนนี้อย่างไร
จิตรา : ในตอนนี้เราชัดเจนว่าไม่เข้าร่วมอย่างเด็ดขาด เพราะว่าในส่วนของการมีบทบาทนำ สนธิ เขาไม่วางมืออยู่แล้ว ยังไงเขาก็ยังคุมอยู่แน่นนอน ทีนี้พอมามองที่ฝ่ายกรรมกรที่เข้าไปเป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทนำบ้าง พี่สมศักดิ์ ก็ยังด่าพี่น้องคนงานอยู่เลยว่าเป็นพวกกรรมกรไร้ราก ดูถูก ดูหมิ่น กับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับพวก คมช.คนอย่างนี้คงไม่สามารถร่วมงานได้อย่างแน่นอน คนที่เคยเรียกตัวเองว่าเป็นนักประชาธิปไตย แต่ดันมาเอาด้วยกับการรัฐประหาร มันเหมือนคนไม่มีจุดยืนไม่มีความชัดเจนในตัว จะเข้าร่วมกับเราได้ก็คงต้องมีความชัดเจนในตัวก่อนว่าโดยการกล่าวขอโทษในสิ่งที่ตัวเองได้ทำผิดไป เราก็พร้อมจะเข้าร่วมงานกับพี่สมศักดิ์ได้
เลี้ยวซ้าย : แต่ส่วนของมวลชนสายแรงงานที่อยู่ในพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะไม่สามารถทำงานกับคนส่วนนี้ได้
จิตรา : ในทางปฏิบัติจริงๆแล้ว เราแทบจะเข้าไปคุยกับมวลชนของเขา(ที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ)ไม่ได้เลย ถ้าขาดการประสานของแกนนำ ก็อย่างที่บอกไปแล้ว นอกจากพี่สมศักดิ์แล้ว แกนนำสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจก็เข้าไปร่วมกับพวกสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วย เขาชัดเจนว่าไม่เอากับเราอยู่แล้ว ซึ่งที่จริงความใกล้ชิดระหว่างสหภาพแรงงานเอกชน กับ สหภาพรัฐวิสาหกิจห่างกันมากในช่วงนี้ ทั้งที่เมื่อก่อนเราใกล้ชิดกันมาก สหภาพแรงงานหลายที่ของสหพันธ์สิ่งทอ ก็มาจากการเข้าไปจัดตั้งของรัฐวิสาหกิจ จนสามารถรวมตัวกันเป็นสภาแรงงานได้ มันมามีปัญหาก็เมื่อตอน รสช.ยึดอำนาจ มีการแก้กฎหมายให้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ เป็นคนละประเภทกับสหภาพแรงงานของเอกชน ก็ทำให้ห่างกันโอกาสที่จะพบปะกันก็ยิ่งมีน้อยต้องมาเจอกันแบบนอกระบบ อย่างคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยนี่ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง แต่ก็มามีปัญหาอย่างที่บอกเอาไว้ ซึ่งไอ้เรื่องการรวมตัวให้เขัมแข็งของมวลชนพี่น้องผู้ใช้แรงงานก็เป็นปัญหามานานแล้ว รัฐนายทุนเขารู้ว่าถ้ารวมกันได้จะเข้มแข็งและรัฐจะมีปัญหา เขาก็เอาตำแหน่ง เอาผลประโยชน์ ลงมาเป็นตัวล่อผู้นำแรงงาน ก็ทำให้แกนนำสหภาพมุ่งหน้าไปสู่ตำแหน่งพวกนี้ เช่นพวกผู้พิพากษาสมทบศาลแรงงาน กรรมาธิการต่างๆ พอเขามามุ่งในเรื่องพวกนี้ก็ละเลยเรื่องการทำงานมวลชน การเคลื่อนไหวในประเด็นทางการเมืองไป ทำให้เราละเลยเรื่องการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐวิสาหกิจ กับเอกชน ยิ่งห่างกันพอนานๆเข้าคนงานรัฐวิสาหกิจ กับคนงานเอกชนก็เกิดความรู้สึกว่าเราเป็นคนละพวกกัน
เลี้ยวซ้าย : จากนี้ไปบบาทของสมัชชาแรงงานจะเป็นอย่างไร
จิตรา : เอาภาระกิจในตอนนี้ ก็ต้องรณรงค์เพื่อหยุดรัฐธรรมนูญเถื่อนฉบับนี้ให้ได้ก่อน แล้วก้าวต่อไปถ้าแก้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ก็ต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่เพิ่มอำนาจภาคประชาชนให้ได้มากกว่านี้ ในส่วนของตัวองค์กรไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไงต่อ ก็ต้องพัฒนาองค์กรนี้ให้มีหน้าที่ยกระดับให้ความรู้ต่อพี่น้องคนงาน ให้เขาพัฒนาประเด็นการเคลื่อนไหวที่มากกว่าแค่ปัญหาปากท้องเฉพาะหน้า
ooo